วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2555

Future Money Strategy: กลยุทธ์ดูดเงินของเทสโก้โล


สวัสดีชาว SMEfriend ทุกคน กลับมาอีกแล้วหลังจากสัปดาห์ที่แล้วหายไปด้วยเทศกาลสงกรานต์ปีใหม่ไทย ก็ขออวยพรให้แฟน SMEfriend ทุกท่านประสบกับความสุขตลอดไปเลยแล้วกันนะครับ กลับมาเข้าเรื่องหลังจากหายไปนั้นก็ไม่ได้หยุดนิ่ง มีแต่ไปหาความรู้เพิ่มเพื่อนำมาเขียนบทความดีๆจะได้รู้ทันธุรกิจว่าตอนนี้ ใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไรบ้าง ก็เลยมาป๊ะกับคูปองของห้างเทสโก้โลตัสที่ชอบให้ลูกค้าได้ตัดเก็บไว้ตามหน้าหนังสือพิมพ์ (คูปองซื้อ 600 ลด 60 บาท) ก็เลยนั่งคิดต่อไปว่า “ทำไมเขาถึงยอมลดให้ลูกค้าขนาดนี้” เลยนึกไปถึงพฤติกรรมของลูกค้าห้างค้าปลีกขึ้นมา จึงรู้ว่า “อ่อ เขาแอบดูดเงินอนาคตของลูกค้าไป” ยังไง อย่างไร ลองอ่านแล้วคิดตามนะครับ

คูปองส่วนลดเงินสด
ถ้าใครได้มีโอกาสรับหนังสือพิมพ์ไทยรัฐก็จะพบว่าเกือบปีที่เทสโก้โลตัสนั้นได้มอบส่วนลดเงินสดมาพร้อมโฆษณาสินค้าหนังสือพิมพ์ เช่น ซื้อ 800 ลด 80 บาท ซื้อ 600 ลด 60 บาท เป็นต้น โดยจะต้องใช้ควบคุมกับบัตร”คลับการ์ด”ของโลตัสด้วยถึงจะได้สิทธิ์นี้ไป โดยในช่วงแรกนั้น ทางเทสโก้โลตัสจะแนบคูปองดังกล่าวมากับนสพ.ในช่วงของกลางเดือน เพื่อกระตุ้นยอดขายในช่วงกลางเดือนให้สูงขึ้น เพราะพฤติกรรมของลูกค้าห้างโลตัสนั้นส่วนใหญ่คือเป็นวัยทำงานและอยู่เป็นครอบครัว ซื้อของเข้าบ้านช่วงหลังเงินเดือนออก อะไรทำนองนี้ ดังนั้นยอดขายในกลางเดือนจะดร็อปลงมาบ้าง ทางห้างโลตัสจึงต้องกระตุ้นยอดขายขึ้นมา ซึ่งกลยุทธ์นี้ก็ได้ใช้สืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน และในภายหลังก็พบว่าทั้งต้นเดือน กลางเดือนหรือปลายเดือน โลตัสก็ใช้กลยุทธ์นี้มาแข่งกับคู่แข่งอย่างบิ๊กซีแบบบ้าเลือดกันเลยทีเดียว

คลับการ์ด + ศึกษาพฤติกรรม = รู้ทางผู้ซื้อ
เทสโก้โลตัสเริ่มใช้คลับการ์ดมานานพอตัว ข้อดีของคลับการ์ดนั้นทำให้ห้างโลตัสนั้นสามารถบันทึกข้อมูลการซื้อของลูกค้าได้ทั้งวัน เวลา สถานที่ จำนวน ความถี่ ทำให้สามารถนำเอาพฤติกรรมเหล่านั้นมาใช้ในการทำกลยุทธ์ต่างๆได้รวมถึงกลยุทธ์ดูดเงินที่จะพูดถึงต่อไป
โดยมีงานวิจับพบว่า ลูกค้าโลตัสเกือบ 40% นั้นใช้บริการซื้อสินค้าเพียงเดือนละครั้ง ซึ่งก็น่าจะตรงกับพฤติกรรมการซื้อของอุปโภคบริโภคของครอบครัวทั่วๆไป และงานวิจัยยังพบอีกว่าลูกค้านั้นซื้อของเฉลี่ยจากห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ประมาณ 950 บาทต่อครั้งต่อเดือน ซึ่งถือว่าเป็นข้อมูลที่สำคัญเลยทีเดียว

ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (แบบเนียนๆ)
จากข้อมูลงานวิจัย (ไม่ใช่ของเทสโก้โลตัสนะครับ อันนี้ผมหาเจอแต่ลืมที่มา ก็ขออภัยด้วยล่ะกัน) เทสโก้โลตัสก็รู้แล้วว่าเค้กก้อนโตของตนเป็นผู้ที่มาห้างแค่เดือนละครั้งและใช้จ่ายเงินไม่ถึง 1,000 บาท ทำให้เทสโก้จะต้องออกกลยุทธ์อะไรบางอย่างเพื่อกระตุ้นให้คนกลุ่มนี้ออกมาเที่ยวช็อปให้มากขึ้นกว่าเดือนละครั้ง ซึ่งการส่งกลยุทธ์คูปองส่วนลดนั้นก็สามารถทำให้ผู้ซื้อปรับเปลี่ยนตัวเองได้อย่างดี เพราะจากที่เคยใช้จ่ายแค่ตอนสิ้นเดือน ก็หันมาซื้อของกันตอนกลางเดือนมากขึ้น

อ้าว!! แล้วมันดูดเงินยังไงล่ะ?
เราลองมาดูตัวอย่างง่ายๆกันนะครับ เช่น ครอบครัว ก. นิยมไปซื้อของที่โลตัสสิ้นเดือนโดยมีค่าใช้จ่ายประมาณ 1,000 บาทต่อครั้งต่อเดือน เทสโก้โลตัสออกคูปองซื้อ 600 ลด 60 ออกมาตอนกลางเดือนและซื้อ 800 ลด 80 บาทออกมาตอนสิ้นเดือนเหมือนกัน ครอบครัว ก.เห็นว่าคูปองนั้นลดราคาทำให้ประหยัดจึงจะใช้คูปองทั้งสองครั้งก็จะพบว่า

กลางเดือนซื้อ 600 บาท ลดไป 60 เทสโก้โลตัสได้เงินมา 540 บาท
สิ้นเดือนซื้อของอีก 1,000 บาท (ตามปกติของครอบครัว) เทสโก้ได้เงินมา 920 บาท
สรุปเทสโก้ได้เงินมา 1,460 บาท จากที่ควรจะได้จริง 1,000 บาท (ตามปกติ)

ดูดเงินได้ 460 บาทหรือ 46% จากที่เคยได้มา เห็นมั้ยครับนี่คือตัวอย่างง่ายๆหากว่าผู้ซื้อนั้นหลงกลกลยุทธ์ของเทสโก้ก็จะต้องเสียเงินเพิ่มจากเดิมทั้งที่ควรจะจ่ายเท่าเดิม ถามว่าเหตุการณ์อย่างตัวย่างนี้นั้นจะเกิดขึ้นกับทุกๆคนใน 40% นั้นหรือไม่ ผมว่าคงไม่ คงอาจจะมีแค่ 60% ของกลุ่มนี้ที่หลงไปกับทุนนิยม แต่ผมว่าด้วยนิสัยของผู้ซื้อที่ชอบของถูกนั้นคูปองดังกล่าวก็สามารถยั่วน้ำลายได้เหมือนกัน ถ้าไม่เชื่อลองไปถามยอดขายหนังสือพิมพ์ไทยรัฐดูก็ได้

ยังไงซื้ออะไรต้องวิเคราะห์พิจารณาว่าเราต้องการจริงๆหรือแค่เห็นแก่ของถูกนะครับ วันนี้หมดพื้นที่ล่ะ พบกันใหม่ครั้งหน้า

วันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2555

Social Tools for Brand: อุปกรณ์สร้างแบรนด์ยุคใหม่ 1

สวัสดีชาว SMEfriend ทุกคน ช่วงนี้ก็ใกล้กับช่วงหยุดเทศกาลสงกรานต์ บางคนหยุดยาวตั้วแต่ 7-16 เมษายนเลยก็มี ยังไงก็ระวังกลับออฟฟิศกันไม่ถูกนะครับ ส่วนใครที่ต้องเดินทางไกลก็ขอให้ขับรถยนต์ระมัดระวังด้วย “เราไม่ชนเขา เขาก็มาชนเรา” อ่อ!! อย่าลืม “เมาไม่ขับ” นะครับ ส่วน SMEfriend บอกไว้เลยว่าไม่มีหยุดอยู่แล้ว เผลอๆอาจจะมีบทความมาในช่วงวันหยุดเยอะกว่าช่วงปกติก็เป็นได้ ยังไงก็อย่าลืมติดตามกันนะครับ แนะนำเพื่อนๆไปกด Like ได้ที่ facebook.com/beSMEfriend นะครับ รับรองมีแต่ความรู้ดีๆมานำเสนออย่างแน่นอน
กลับมาเข้าเรื่องกันดีกว่า วันนี้ขอเสนอบทความเกี่ยวกับการสร้างแบรนด์โดยใช้สื่อพวก Social Media ซึ่งในตอนนี้ต้องถือว่าเป็นที่นิยมมากเพราะราคาถูกและได้ผลกว้างไกล ซึ่งจริงๆแล้วก็เคยเขียนมาแล้วเมื่อนานมาก แต่วันนี้มีสื่อใหม่เข้ามามากขึ้นก็เลยอยากจะเสนออุปกรณ์หรือ Tools ใหม่เพื่อการสร้างแบรนด์ของเราให้เป็นที่รู้จัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบรนด์ในระดับท้องถิ่นซึ่งเหมาะกับธุรกิจ SME หรือ OTOP อย่างมาก เราลองมาไล่ดูกันนะครับว่าสื่อโซเชียลนั้นมีอะไรและทำอะไรได้บ้าง

สื่อวิดีโอออนไลน์ แต่ก่อนสื่อพวกวิดีโออนไลน์นั้นได้รับความนิยมมากประมาณ 2-3 ปีที่แล้ว แต่น้อยมากที่จะเห็นแบรนด์ท้องถิ่นทำกัน ซึ่งจริงๆแล้วต้นทุนแทบไม่ต้องอะไรมากเลย มีกล้องดิจิตอลหรือมือถือสมาร์ทโฟนก็ทำได้แล้วโดย ส่วนใหญ่แต่ก่อนก็มีพวก Youtube และ Metacafe นี่ล่ะที่พวก Hollywood นิยมนำเอามิวสิค ทีเซอร์หนังไปลงกัน พอสมาร์ทโฟนเริ่มเข้ามาประชาชนทั่วไปก็เริ่มมีช่องเป็นของตนเอง สอนเล่นดนตรี ทำอาหาร สอนกีฬาบ้าง จนเดี๋ยวนี้มีการทำรายการออนไลน์ผ่าน youtube กันแล้ว ซึ่งบางคนก็ได้รับความนิยมอย่าง GancoreTV หรือ SpokedarkTV ที่เริ่มมีคนนิยมบอกต่อกันไปมาก ซึ่งเราสามารถทำช่องของแบรนด์เราใน Youtube ได้ง่ายมากแค่เพียงมี Account ของ Google ก็ได้แล้ว ในส่วนของการทำสื่อวิดีโอออนไลน์นั้นก็มีเทคนิคแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์ ยกตัวอย่าง ถ้าเป็นพวกผลิตภัณฑ์ ผมแนะนำว่าอย่าขายแบบตรงๆ (Directing) เพราะมันไม่ให้เกียรติกับผู้บริโภค ควรทำเป็นวิธีการแนะนำ (Messaging) เช่น ผลิตภัณฑ์เสริมความงาม เราควรทำวิดีโอเกี่ยวกับการรักษาผิวพรรณ โดยใส่เทคนิคและเคล็ดลับเข้าไปด้วย อย่าตะบี้ตะบันขายกันตรงๆ ทางที่ดีควรสร้างความผูกพันหรือ Engaging กับผู้ชม เช่น ทำเป็นตอนๆให้ติดตามตอนต่อไป ในส่วนของภาคบริการ จำพวกร้านอาหารหรือโรงแรมสามารถทำในรูปแบบคล้ายๆรายการชิมอาหาร พาไปเที่ยวก็ได้ แต่อย่าลืมอย่าไปบอกโต้งๆว่าเราทำอะไร ควรให้ผู้ชมได้เกิดการตัดสินใจเลือก (Making Decision) เมื่อได้วิดีโอแล้วก็นำไปตัดต่อ แนะนำโปรแกรม Movie Maker ที่มีอยู่กับ Window เพราะใช้งานง่ายมาก ยิ่งใครมีพรสวรรค์ด้านมีเดียตัดต่อดี น่าติดตามก็อาจจะทำให้ยอดวิวของเราเพิ่มขึ้นก็เป็นได้ ต่อไปอีกหน่อยแบรนด์ใหญ่ขึ้นก็สามารถจ้างมืออาชีพมาจัดการให้ได้ ซึ่งมีอยู่เยอะมาก

สื่อโซเชียลเน็ตเวิร์ค ถือว่ายุคนี้เป็นยุคทองจริงๆของ Social Network ที่เริ่มต้นจาก Twitter, Facebook, Google+, Linkedin (เหมาะสำหรับสมัครและจัดหางาน) และ Tumblr หรือบล็อกดังๆอย่าง Blogger ใครจะไปเชื่อว่าตอนนี้แบรนด์ใหญ่ๆในบ้านเรานั้นไม่มีเจ้าไหนไม่ใช่สื่อสังคมออนไลน์ เดี๋ยวนี้ขนาดว่า Unilever ใช้เฟซบุ๊คในการจัดหางานแล้ว จริงๆแล้วพวกโซเชียลเน็ตเวิร์คนั้นเป็นเพียงช่องทางของการสื่อสาร แต่สิ่งที่จะสื่อสารนั้นต่างหากที่สำคัญ ทั้งรูปภาพ วิดีโอ หมายกำหนดการต่างๆจะต้องมีความน่าสนใจเพราะสุดท้ายแล้วการ Share หรือส่งต่อนั่นล่ะคือจุดหมายของการสื่อสารในสังคมออนไลน์ เพราะมันก็คือกลยุทธ์การสื่อสารการตลาด (Marketing Communication) อย่างหนึ่ง ซึ่งการโพสต์สื่อต่างๆลงในสังคมออนไลน์นั้นก็ง่ายแสนง่าย บางคนแค่มีสมาร์ทโฟนต่ออินเตอร์เน็ตก็สามารถแชร์สื่อต่างๆได้แล้ว การใช้สังคมออนไลน์ประการสำคัญคือการสร้างเครือข่าย ถ้าเครือข่ายกว้างไกลก็ง่ายหน่อย แต่ในธุรกิจท้องถิ่นนั้นถือว่าการสร้างเครือข่ายนั้นยากลำบากพอสมควร เพราะคนที่ใช้สังคมออนไลน์จะน้อยกว่าคนกรุง ดังนั้นการเลือกใช้สื่อสังคมออนไลน์นั้นจะต้องมั่นใจว่าเครือข่ายเรามากขนาดไหน ซึ่งจริงๆแล้วสามารถพูดได้ว่าสร้างเครือข่ายในท้องถิ่นแบบง่ายๆก่อน เช่น ลูกค้าประจำ แล้วค่อยมาคุยกันเรื่องเครือข่ายออนไลน์ แต่มองมุมกลับธุรกิจท้องถิ่นก็ไม่ได้แปรว่าจะต้องให้คนท้องถิ่นเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น Primo Posto ร้านกาแฟร้านอาหารยอดฮิตที่ปากช่อง มีจุดขายคือตัวร้ายที่ออกแบบออกแนวเมดิเตอเรเนียน ซึ่งคนส่วนใหญ่มากก็เป็นนักท่องเที่ยวก็มักถ่ายภาพมากกว่ากินอาหาร แต่พวกเขาเลือกที่อวดเพื่อนให้รู้ว่าเราอยู่ไหนโดยการ Check In ผ่านทั้ง Facebook, 4Square เป็นต้น ซึ่งนี่เองก็ถือว่าเขาได้ถ่ายทอดออกไปสู่โลกภายนอก ก็จะทำให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น เดี๋ยวนี้โลกของสังคมออนไลน์ไม่ได้มีแค่ในพีซีเท่านั้น เพราะตอนนี้มันเข้าสู่สมาร์ทโฟนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลายๆค่ายก็พัฒนาแอพพลิเคชั่นออกมาแข่งขัยกัน โดยตอนนี้ก็มีพวก Path, Pinterest ก็สามารถแชร์แบ่งปันให้กับภายนอกได้ ข้อดีของแอพพวกนี้คือการสามารถเพิ่มรายชื่อ Contact ของเราทั้งอีเมล เฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ หรือรายชื่อเบอร์โทรศัพท์ได้ ทำให้เครือข่ายของเรากว้างไกลขึ้น

ความรู้เรื่องสื่อในสังคมออนไลน์
ลักษณะเนื้อหา: เป็นมิตร อบอุ่น มีแรงบันดาลใจ มีปฏิสัมพันธ์ตอบโต้
รูปแบบ: ส่วนบุคคล เรียบง่าย ซื่อสัตย์ สื่อสารโดยตรง
ภาษา: ซับซ้อนไม่สับสน คำคม รู้ลึก สนุกสนาน เรียบง่าย
จุดมุ่งหมาย: ผูกพัน ให้ความรู้ แจ้งข้อมูล บันเทิง ขาย ขยายความ

สำหรับวันนี้ก็จบเพียงเท่านี้ก่อน จริงๆแล้วเทคนิคการทำสื่ออนนไลน์นั้นมีมาก จะทยอยมาอธิบายให้ภายหลังนะครับ สวัสดี

วันเสาร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2555

Power of Gear: หมุนเฟืองเพื่อองค์กร

สวัสดีชาว SMEfriend ทุกคน ต้องขอโทษด้วยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วไม่ได้ลงบทความไปเพราะเหนื่อยจากงานประจำมาก ไม่น่าเชื่อเลยว่าสิ่งที่เรียนมาทั้งป.ตรีและป.โทจะได้นำมาใช้งานจริงในช่วงนี้ แต่อย่างที่เคยบอกไว้นานแล้วว่าอยากเขียนบทความลงแต่มันไม่มีเวลา เรื่องน่ะมีเยอะโดยตอนนี้เล็งไว้หลายเรื่องที่จะมาวิเคราะห์ให้ทั้งเรื่องการแข่งขันในตลาดเครื่องดื่มในช่วงซัมเมอร์และเรื่องของประชาคมเษรษฐกิจอาเซียนก็ยังมีอีกเยอะมากเลย ก็หวังว่าเร็วๆนี้จะได้อ่านกันนะครับ

วันนี้มาเข้าเรื่องเลยดีกว่า เรื่องต่อไปนี้ต้องบอกไว้ก่อนเลยว่าประสบมาเองและแต่งจากประสบการณ์การทำงานล้วนๆเพราะเชื่อว่าทุกวันนี้คนจะเห็นแก่ตัวขึ้นเรื่อยๆทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของตนเองและองค์กรลดลงได้ ซึ่งวันนี้จะขอเสนอเรื่องเกี่ยวกับการขับเคลื่อนในองค์กรโดยคน

สมัยเข้าไปเรียนที่คณะวิศวกรรมศาสตร์เมื่อสิบปีที่แล้ว ได้มีโอกาสได้เกียร์ทองของคณะแจกมา รุ่นพี่และอาจารย์บอกไว้ว่าทุกคนนั้นเปรียบเสมือนเฟือง (Gear) ตัวหนึ่งขององค์กร สังคมหรือหมู่คณะที่คอยขับเคลื่อน ซึ่งเฟืองแต่ละตัวก็มีหน้าที่ของตน ดังนั้นหากต้องการองค์กรให้ประสบความสำเร็จ เฟืองทุกตัวจะต้องทำหน้าที่หมุนสอดคล้องไปพร้อมๆกัน คิดกลับกันก็คือการที่เฟืองตัวใดตัวหนึ่งเกิดหยุดหมุน ฟันของเฟืองสึก กร่อนหรือแกนของเฟืองติดขัด เฟืองตัวอื่นๆก็ทำงานต่อไม่ได้ เช่นนั้นเององค์กรก็จะไม่เดินหน้าอย่างเต็มที่

รู้จักการทำงานของเฟือง>>>คน
เฟืองหรือเรามักเรียกทับศัพท์ว่าเกียร์ รูปลักษณ์ของมันส่วนใหญ่ก็จะมีลักษณะกลม ความหนาก็จะแตกต่างกันไปแล้วแต่ความสามารถในการทำงาน เฟืองแต่ละตัวจะมีขอบเป็นฟันซี่ๆรอบตัว ทำหน้าที่ให้เกิดการสัมผัสกับเฟืองอีกตัวสร้างแรงหมุนกลับทิศทาง (ตามรูป) ซึ่งการหมุนนั้นเองก็จะเกิดแรงขับเคลื่อนต่อๆกันไป เปรียบเฟืองก็เหมือนคน ฟันเฟืองและขนาดก็เหมือนวิชาความรู้และประสบการณ์ที่แต่ละคนมี การหมุนของเฟืองก็คือการทำงานของคน ซึ่งแต่ละคนก็จะมีหน้าที่แตกต่างกันไปในองค์กร เช่นเดียวกับเฟือง อาจจะมีบางตัวทำหน้าที่เหมือนกัน (ตำแหน่งการงานเดียวกัน) บางตัวมีขนาดไม่เท่ากันก็เปรียบเสมือนตำแหน่งหน้าที่ในองค์กร แต่อย่างไรสุดท้ายทุกคนในองค์กรมีจุดมุ่งหมายคือความสำเร็จขององค์กร (เปรียบได้ก็เหมือนกับการทำงานของเครื่องจักร ที่สามารถเดินได้อย่างมรประสิทธิภาพ ไหลลื่นไม่สะดุดนั่นเอง...)

ปัญหาของคน>>>เฟืองไร้ประสิทธิภาพ
ในการทำงานของแต่ละองค์กรก็จะมีวัฒนธรรมองค์กรเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่แล้ว เฉกเช่นเดียวกับเครื่องจักรแต่ละยี่ห้อก็ทำงานต่างกัน แต่ลักษณะงานเหมือนกัน บางองค์กรทำงานเร็ว เป็นทีม มีหน้าที่เฉพาะของแต่ละคนแต่ละตำแหน่ง งานก็ออกมาดีมีคุณภาพ เช่นเดียวกับเครื่องจักร หากเฟืองตัวใดตัวหนึ่งเกิดปัญหา (ปัญหาของเฟืองนั่นน้อยกว่าคนเยอะมาก) การทำงานของเครื่องจักรก็ไม่มีประสิทธิภาพ 100% ผลิตอะไร ออกมาก็ไม่เรียบร้อย ผลผลิตไม่ตามเป้า สุดท้ายลูกค้าก็ไม่ยอมรับการผลิตนั้น คนก็เช่นกัน คนก็เหมือนเครื่องจักร เพราะทำงานตามที่หัวหน้าโปรแกรมให้ไว้ แต่คนก็ถือว่าเป็นเครื่องที่ปัญหาเยอะมากทั้งเรื่องส่วนตัว ครอบครัว การงาน ฯลฯ (ไม่รู้จะพูดหมดไหม?) ซึ่งผู้บริหารซึ่งถือว่าเป็นเจ้าของเครื่องจักรจะต้องมีหน้าที่คอยเอาคนมาตรวจสอบการทำงาน มาชำแหละดูเลยว่าเฟืองตัวไหนมีปัญหา ซ่อมได้ไหม แก้ไขได้ไหม ถ้าได้ก็ถือว่าโชคดีของเจ้าของไป แต่ถ้าไม่ได้ต้องเปลี่ยนเฟืองใหม่ เจ้าของก็เสียตังค์เพิ่มเปรียบได้กับการจ้างพนักงานเข้ามาแล้วทำงานไม่ตามเป้าหรือไม่คุ้มกับเงินที่จ่ายไป (มีอยู่เยอะในสังคม) ก็จำเป็นต้องเปลี่ยนแต่การเปลี่ยนก็ต้องการค่าใช้จ่ายหรือ Turn Over Cost เพราะกว่าจะเทรนพนักงานใหม่ให้เข้าใจงานได้ เฟืองตัวอื่นๆก็รอทำให้งานไม่ได้ผลตามต้องการ

ทางออกของเรื่องนี้
จริงๆแล้วเรื่องนี้แก้ปัญหาได้ไม่ยากแต่ก็ไม่ง่าย เพราะอย่างที่บอกไป ปัญหาของคนมันมากกว่าเฟืองเยอะ เพราะคนมีสิ่งหนึ่งคือกิเลส เป็นสิ่งที่เฟืองจริงๆไม่มี กิเลสที่ว่าก็คือความอยากของแต่ละลำดับของ Maslow นั่นเอง ซึ่งแต่ละคนในองค์กรนั้นล้วนมีความอยากแตกต่างกันไปเพราะมันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุ เพศ สถานะครอบครัว ตำแหน่งหน้าที่ ซึ่งจุดนี้ผู้บริหารจะต้องลงมาดูเลยว่าในแต่ละลำดับขึ้นของ Maslow นั้นมีอะไรและควรใช้อะไรมาแก้ไขได้ ยกตัวอย่างเช่น ระดับพนักงานระดับปฏิบัติการ (Operator) ส่วนใหญ่นั้นต้องการเงินเดือนเพื่อเลี้ยงชีพ สวัสดิการทางสุขภาพ ส่วนพนักงานระดับหัวหน้างานก็จะเน้นความมั่นคงทางการงาน เส้นทางของอาชีพ (Career Path) พนักงานระดับผู้บริหารก็จะเน้นไปที่การยอมรับทางสังคม (ในที่ทำงาน) เป็นต้น หากว่าผู้บริหารสามารถตอบโจทย์ในเรื่องนี้ได้แล้ว อย่างน้อยก็จะขจัดปัญหาการเกเรไม่ยอมหมุนอย่างมีประสิทธิภาพของเฟืองลงไปได้

เฟืองกับพฤติกรรมของคน
หมุนช้า = ขี้เกียจ เบื่องาน เมาเหล้า เหยาะแยะ อิ่มตัวหมดไฟ

หมุนติดขัด = บ่อนทำลาย เกเร ไม่ยอมรับบุคคล ความขัดแย้ง

ฟันบิ่น หัก = ทำงานมากเกินไป สุขภาพไม่ดี ทำงานไม่เต็มที่ อู้งาน

ตัวเล็กเกินไป = ทำงานไม่ตรงที่ศึกษามา คุณภาพไม่ถึงงาน ขาดความรู้ความสามารถ ไม่พัฒนาตนเอง 

สำหรับวันนี้ก็ขอจบเรื่องเฟืองไว้เพียงเท่านี้ดีกว่า อะไรก็ไม่สำคัญเท่าทำตัวเองให้เป็นเฟืองในอุดมคติ (Ideal Gear) หรือหมุนไปรู้จักเหน็ดจากเหนื่อยอย่างเป็นระบบ นั่นล่ะเจ้าของเครื่องจักรเขาชอบ “สวัสดี”

วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2555

Pick-Up Fighting: รถกระบะหลังวิกฤติน้ำท่วม

สวัสดีพี่น้องชาว SME หรือ SMEfriend ทุกๆคน หลังจากหายไปกว่าสองสัปดาห์ ต้องขอโทษมา ณ ที่นี้ เพราะช่วงที่ผ่านมางานประจำ (บอกเลยว่างานออกแบบบ้าน) นั้นรัดตัวมากเพราะเหมือนกับว่ากลับไปเริ่มจุดใหม่ เพิ่งจะมีสัปดาห์นี้ล่ะที่มีเวลาว่างมากพอที่จะเขียนได้ ซึ่งจริงๆแล้วเรื่องที่อยากเขียนนั้นมีมากมายอยู่ในหัวแต่ไม่มีมือจะมาเขียน นี่ถ้าหากว่า Apple พัฒนาโปรแกรม Siri ให้สามารถพิมพ์ตามคำบอกได้จะดีมากเลย เอาล่ะเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา วันนี้มาวิเคราะห์ตลาดรถกระบะหรือชาวบ้านเรียกว่า “รถปิ๊กอัพ” เพราะตอนนี้หลายๆค่ายได้ปล่อยหมัดเด็ดออกมา หลังจากที่ในช่วงภาวะน้ำท่วมที่ผ่านมา รถปิ๊กอัพได้ถือว่าเป็นพาหนะที่น่าจะนำมาใช้สอยได้ในพื้นที่ประสบภัย ซึ่งเมื่อตอนน้ำท่วมที่ผ่านมา ค่าย Chevrolet ได้ทำการโปรโมต “เชฟวี่ โคโลราโด” ออกผ่านทางสื่อช่อง 7 ในช่วงของการรายงานข่าวภาคสนามทำเอาชื่อของ “โคโลราโด” นั้นติดหูชาวบ้านไปพักใหญ่

ในส่วนของการวิเคราะห์วันนี้ผมไม่ขอลงไปเรื่องของเทคนิคหรือสเปกของรถสักเท่าไหร่ เพราะแต่ละค่ายทั้งโตโยต้า อีซูซุ เชฟโรเลต มิตซูบิชิ นิสสัน มาสด้าและฟอร์ด นั้นก็มีรถกระบะสเปกใกล้เคียงกันอยู่แล้ว แต่วันนี้ผมจะมาวิเคราะห์ Position หรือตำแหน่งของการตลาดของแต่ละค่ายว่าอยู่ตรงไหน กลุ่มเป้าหมายนั้นคือใคร เอาเป็นว่าผมนั้นไล่กันตามตัวอักษรเลยดีกว่า

เชฟโลเลต “โคโลราโด” เปิดตัวด้วยภาพลักษณ์ของความแกร่งสมบุกสมบันผ่านภาพของกองเห็นภูเขามหึมา เพื่อตอกย้ำความเป็นกระบะพันธุ์แกร่งอันดับต้นๆของอเมริกา ด้วยแคมเปญ 100 ปีของบริษัทฯ จากนั้นก็ขยับเข้ามาหาคนไทยมากขึ้นด้วยการเปิดตัว “ปอ ทฏษฎี” พระเอกอารมณ์ดีของช่อง 3 ที่ภาพลักษณ์อบอุ่นเอาใจคนต่างจังหวัดและรากหญ้า (ดูจาก theme ของโฆษณาได้) ซึ่งก็ย้ำได้เลยว่าเชฟฯนั้นเอาจริงๆกับการแชร์ส่วนแบ่งมาจากแชมป์อันดับหนึ่งอย่างโตโยต้า วีโก้ได้เลย

ฟอร์ด “เรนเจอร์” ซีรีย์เดิมแต่เปลี่ยนลุคกลับมาพร้อมกับโฆษณาที่บ่งบอกของความสมบุกสมบันทั้งพื้นถนนแบบหินลูกรัง น้ำขังเจิ่งนอง ทะเลทรายมากมาย ขึ้นเขาลงห้วยฟอร์ดไปได้หมด แสดงถึงสมรรถณะรถพันธุ์แกร่งจากอเมริกา โดยไม่ต้องใช้พรีเซนเตอร์เข้ามาช่วย แค่เน้นการแสดงของสปอตโฆษณาหลากหลายโลเกชั่นเพื่อให้ผู้ที่สนใจสัมผัสถึงตัวรถได้ แต่ต้องบอกเลยว่ากลยุทธ์นี้อาจจะเหมาะกับฝั่งตะวันตกเพราะผู้คนเขารับรู้ได้เอง แต่ถ้าใช้โฆษณาแบบนี้ในไทยอาจจะได้ลูกค้ายาก เพราะคนไทยต้องเน้นพูดๆๆๆๆบอกๆๆๆๆ สื่อสารให้เข้าเป้าของกลุ่มเป้าหมาย ถึงจะเข้าไปในสมอง ก็อาจจะเป็นแบรนด์ที่ต้องทำการตลาดแบบหืดขึ้นคอหน่อย

อีซูซุ “ดีแม็กซ์ V-Cross” เปิดตัวด้วยพระเอก 4+1 จากช่อง 3 “บอย ปกรณ์” ที่เน้นภาพลักษณ์ของวัยรุ่นถึงวัยทำงาน โดยในตัวโฆษณานั้นเน้นถึงสมรรถณะรถที่สามารถใช้ได้ทั้งในเมืองและต่างจังหวัดในพื้นที่ทุรกันดาร โดยต้องการกวาดทุกๆ segment เหมือนเดิม หลังจากรุ่นที่แล้วพลาดท่าพ่ายให้กับวีโก้ในกลุ่มรากหญ้า แต่สำหรับคนเมืองก็ต้องยอมรับว่าอีซูซุเขากินขาดมานานแล้ว ด้วยภาพลักษณ์ที่ “ซื้อง่าย ขายได้ราคาดี” แต่การนำเอา “บอย ปกรณ์” มาเป็นพรีเซนเตอร์กระตุ้น กลุ่มวัยรุ่นนั้นดูแล้วท่าจะต้องลำบากหน่อยเพราะต้องยอมรับว่าค่านิยมของวัยรุ่นและวัยทำงานนั้นเขาจะเน้นรถยนต์เป็นหลัก ก็ต้องถือว่าต้องรอดูบารมีของ “บอย ปกรณ์” ว่าจะดึงดูดโน้มน้าวได้ดีขนาดไหน แต่ส่วนตัวผมว่าพรีเซนเตอร์คนนี้ยังไม่โดนเท่าที่ควร

มาสด้า “บีที 50 โปร” ซีรี่ย์เดิมแต่ all new ทั้งคัน พร้อมกับ theme ของบทบาทคุณพ่อ “ผู้พันเบิร์ด” ที่มาพร้อมสปอตสองตัวโดยตัวแรกเน้นการขับในพื้นที่ทุรกันดาร อีกตัวเป็นการขับขี่ในเมือง แต่แอบมีกลิ่นอายของภาวะน้ำท่วมนิดๆ ซึ่งจากรูปทรงของรถที่ยอมรับว่าฉีกแนวของรถกระบะโดยสิ้นเชิง อาจะเข้าตาของกลุ่มวัยทำงานสังคมเมืองก็เป็นได้ เพราะเฉี่ยวมากๆ ซึ่งตัวมาสด้าเองต้องยอมรับในเรื่องของการดีไซน์ที่ได้ใจมาตั้งแต่มาสด้า 3 มาจนมาสด้า 2 ซึ่งต้องลุ้นว่าการดีไซน์ล้ำจะทำตลาดให้รถกระบะได้เหมือนรถยนต์สองรุ่นที่กล่าวมาได้หรือไม่ แต่ในส่วนตัวของผมนั้นยกให้เลยว่ามีโอกาสเป็นไปได้ทั้งตัวราคาเองก็ตอบโจทย์เหมือนกัน

มิตซูบิชิ “ไตรตัน” เป็นโมเดลเก่าแต่ปรับสภาพใหม่นิดนหน่อย มาพร้อมกับพรีเซนเตอร์ขาร็อกคนเดิม “ตูน บอดี้สแลม” ซึ่งต้องบอกเลยว่ามาเอาใจวัยโจ๋โดยเฉพาะ แต่รู้สึกว่าไม่ช่วยเท่าไหร่ โชคดีที่โมเดลนี้ถูกดีไซน์มาล้ำอยู่แล้ว บวกกับ accessories ภายในรถที่บอกว่าคุ้มกับราคาจริงๆก็คงจะประคองการต่อสู้ในสงครามนี้ไปได้ แต่ส่วนตัวต้องบอกเลยว่าต้องพัฒนาสปอตให้สือถึงรถมากกว่านี้ อย่าไปเน้นเสียงของ “พี่ตูน” มาก แต่ก็ยังแก้เกมโดยเน้นไปทางแคมเปญแจกทองซึ่งแชมป์อย่างวีโก้เคยทำได้ผลมาแล้ว

โตโยต้า “วีโก้” ตอนนี้วีโก้ให้ความสำคัญกับ “สมาร์ท แคป” อย่างเห็นได้ชัด หลังจากที่ส่งพรีเซนเตอร์ระดับโลกอย่าง “คริสเตียโน โรนัลโด้” มาแทนที่ “ป๋อ ณัฐวุฒิและ ตุ๊กกี้” หลังจากหมดแคมเปญ “จิ๊บๆ” วีโก้ก็ใช้โรนัลโด้เปิดตัวความเป็นกระบะระดับโลกเอาใจวัยรุ่นและวัยทำงานอย่างแท้จริง แต่กระนั้นผมว่าก็ไม่สามารถเข้าถึงรากหญ้าซึ่งเป็นกลุ่มหลักได้เท่าที่ควร เพราะรากหญ้าจะมีสักกี่คนที่รู้จักโรนัลโด้ ผมว่าจริงๆแล้ว “ป๋อ+ตุ๊กกี้” ก็ยังหากินกับกลุ่มนี้ได้สบายๆ แต่ก็เข้าใจว่าต้องการสื่อโตโยต้า วีโก้ให้เป็นความอินเตอร์มากขึ้น

ต้องยอมรับว่าตลาดรถกระบะปีนี้เขาฟัดกันนัวดีจริงๆ อาจเป็นเพราะผลพวงจากน้ำท่วมที่ผ่านมาทำให้คนกลับมาสนใจรถยกสูงกันมากขึ้น ก็ต้องดูต่อไปว่าใครจะชนะจะแพ้หรือทรงตัวในสงครามครั้งนี้ เจ้าของแชมป์อย่างวีโก้จะรักษาส่วนแบ่งเดิมได้หรือไม่ หรือว่าดีแม็กซ์จะแรงดีไซน์เอาชนะไปได้ มอเตอร์โชว์ครั้งนี้ถ้ามีการจัดก็คงรู้กัน พบกันใหม่ครั้งหน้า สวัสดีครับ....

วันอาทิตย์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2555

Watching Big Brands: มองแบรนด์ดัง ปรับแบรนด์ตัวเอง

สวัสดีพี่น้องชาว SME หรือ SMEfriend ทุกๆคน หลังจากหายไปกว่าสัปดาห์ วันนี้ก็กลับมาให้หายคิดถึง โดยวันนี้กลับมาเรื่องของการตลาดสักหน่อย เพราะหลายวันที่ผ่านมาได้มีโอกาสได้นั่งคิดเล่นๆเกี่ยวกับแบรนด์ทั้งไทยและต่างประเทศทำให้ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงและผลกระทบหลายอย่างที่เกิดขึ้นตามมา วันนี้จะเอามาเล่าให้ฟังหลายๆตัวอย่างเลยล่ะกัน แล้วก็หวังว่าหลายๆคนที่อ่านจะเอาไปปรับตัวเพื่อใช้กับธุรกิจของตนเอง

Apple เริ่มกันด้วยความเปลี่ยนแปลงของบริษัทยักษ์ใหญ่วงการคอมพิวเตอร์ หลังจากการจากไปของ CEO “Steve Jobs” หลายๆคนก็นึกว่าถึงคราวที่ยักษ์ใหญ่จะเพลี้ยงพล้ำ เพราะคู่แข่งอย่าง Samsung นั้นได้กระหน่ำออกสินค้ามาก แต่ที่ไหนได้ ภายใต้การนำทัพของ Tim Cooke ซีอีโอคนใหม่นั้นกลับตรงกันข้าม เพราะรายได้จากการขาย iPhone 4S นั้นมีสถิติมากกว่าตอนที่จ๊อบส์อยู่เสียอีก และอีกเร็วๆนี้ก็จะปล่อย iPad3 ออกมาตอกย้ำผู้นำด้านแท็บเลตอีกครั้ง ซึ่งเหตุผลของเรื่องนี้ตอบได้เลยว่าสาวกของแอปเปิ้ลไม่ได้ยึดติดกับบุคคล เพราะเขายึดติดกับผลิตภัณฑ์มากกว่า ลูกค้ายังเชื่อใจในสินค้าของแอปเปิ้ล ส่วนตัวบุคคลก็เป็นอีกเรื่องไป แต่ถ้ามองกลับมาที่บ้านเราอย่าง OISHI ที่เมื่อคุณตันขายหุ้นทั้งหมดและได้ลาออกไปหลังจากอยู่ช่วยมา ก็พบว่าผู้บริหารคนใหม่ยังไม่เข้าใจการตลาดของคุณตันแม้แต่น้อย ทำให้ ICHITAN ก้าวจาก New Comer เข้ามาเป็นคู่แข่งที่สำคัญของสงครามชาเขียวไปได้ ทิ้งห่างยักษ์อีกรายอย่างเพียวริคุไปเลย เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “คุณภาพยังไงก็มาก่อน”

Truemove H 3G+ หลายๆคนยังไม่รู้ว่า Truemove นั้นจะหมดสัมปทานมือถือในปี 2555 นี้ ดังนั้นจะต้องมีอีกเครือข่ายมารองรับลูกค้ากว่าสิบล้านเลขหมาย ซึ่งการเปลี่ยนถ่ายดังกล่าวนั้นจะสร้างความสับสนมึนงงให้กับลูกค้าใหม่และลูกค้าเดิมมากทั้งการเปลี่ยนเครือข่ายและความมั่นใจเครือข่ายในอนาคต H เลยจัดการออกแคมเปญ 3G ทั่งประเทศมากลบความสับสนที่จะเกิดขึ้น ด้วยการนำเอา 3G มาหลอกล่อให้ลูกค้ายอมลำบากเปลี่ยนจาก Truemove ธรรมดามาเป็น Truemove H 3G+ ซึ่งลูกค้าจะมองข้ามความยุ่งยากไปเนื่องจากได้คุณภาพของเครือข่ายที่ดีขึ้นในด้านการเชื่อมต่อ ซึ่งรวมถึงโปรโมชั่นที่จัดหนักเพื่อดึงดูดลูกค้ารีบเปลี่ยนเครือข่ายก่อนจะถึงสิ้นปี ซึ่งจะเกิดความโกลาหลมากกว่านี้ รวมถึงช่วงเวลาดังกล่าวคู่แข่งตัวฉกาจอย่าง DTAC เองก็เพลี้ยงพล้ำกับการบริการสุดห่วยด้านอินเตอร์เน็ตและกลยุทธ์ที่ผิดพลาดดันไปลงทุนในด้าน WIFI บนห้างสรรพสินค้า โดยลืมสนใจไปว่าลูกค้าส่วนใหญ่ของตนนั้นมีทั้งกทม.และต่างจังหวัด ซึ่ง ณ ช่วงนี้เองอาจจะทำให้ Truemove หรือ H 3G+ อาจจะแซงขึ้นมาเป็น Market Share อันดับสองก็ได้ ต้องดูกันยกต่อยกเลยก็ว่าได้
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “กลยุทธ์ผิด คิดจนตัวตาย”

TESCO LOTUS หลังจากเมื่อปีที่แล้วได้เกิดสงครามเส้นเขียวเกิดขึ้นกับสองห้างยักษ์อย่าง Lotus และ BigC จนเหมือนกับว่า BigC จะแพ้ไปเนื่องจากโลตัสได้เปรียบการเข้าถึงมากกว่าในพท.ต่างจังหวัด แต่ BigC เองก็แก้ลำแก้เกมกลับมาด้วยการจัดหนักบอกทั้งประเทศว่า “ของตนเองถูกกว่า” แถมยังบอกว่าสินค้าของคู่แข่งใดใครถูกกว่าจะคืนเงินพร้อมชดเชยให้ด้วย แถมการ Take Over ห้างดังอย่างคาร์ฟู ทำให้ BigC ยังอยู่ใน เกม จนมาถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา Lotus ได้ประกาศว่าของตนถูกกว่าที่อื่นกว่าหมื่นรายการ เล่นเอาสงคราวห้าง Convenience Store กลับมาระอุรับหน้าร้อนและเทศกาลสงกรานต์อีกครั้ง ซึ่งเมษายนนี้จะได้เห็นแต่ละค่ายกลับมาจัดหนักอีกแน่นอน
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “อย่ายอมแพ้ ทุกปัญหามีทางออก”

รายการชิงร้อยชิงล้าน ช่า ช่า ช่า ระเห็ดระเหินออกจากช่อง 7 หลังจากการปลดฟ้าผ่าคุณแดง ทำให้เฮียประวิทย์ไม่รอช้า หลังจากกุมขมับมานานกับเรทติ้งของ ”ตีสิบ” ที่ตกลงอย่างน่าใจหาย ดันดาราก็ออกทะเลไปเยอะ เรื่องผีก็กู้ชื่อไม่ได้ เพราะเป็นที่รู้กันว่า “เสี่ยตา ปัญญา” เขาเป็นเจ้าพ่อทีวีอยู่แล้วจัดหนักละครสามช่าชิงเรทติ้งไปครองหลายปี สบโอกาสก็ชวนเข้าบ้านพระรามสี่เพื่อจะได้ประกาศ “ข้าครองทีวี” แบบเบ็ดเสร็จ หลังจากย้ายมาปุ๊บ เสี่ยตาก็จัดหนักปั๊บโดยการเพิ่มสเกลของละครสามช่าเข้าไปให้นานและยิ่งใหญ่ขึ้นเพื่อดึงดูดผู้ชมในกลุ่มที่ไม่คุ้นเคย ซึ่งหลายคนคาดการณ์ว่าไม่น่าจะไปรอดเพราะรายการนี้ไม่คุ้นเคนยกับช่วงเวลาประมาณบ่ายสามโมงวันอาทิตย์ ที่ไหนได้กลับได้ขยายกลุ่มคนดูได้เพิ่มอีกต่างหากทำให้บ่ายสามเป็นช่วงเวลา “ช่า ช่า ช่า” อย่างแท้จริง ซึ่งเรียกได้ว่าครองช่วงเวลาเจ้าเดียวในประเทศเลยก็ว่าได้ เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “ปรับปรุงตัวเองเข้าสถานการณ์เสมอ”

สำหรับวันนี้ก็พอแค่นี้แล้วกัน หวังว่าคงได้รับความรู้ไม่มากก็น้อยนะครับ