วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2555

Personal Tax: ภาษีคนเดินดิน ภาค 1 "รู้จักโครงสร้าง"

สวัสดีชาว SMEfriend กลับมาอีกครั้งหลังจากห่างหายไปนาน (แต่คงจะไม่ลืมกันนะครับ) ก็เรื่องเดิมๆคืองานประจำมันรัดตัวเหลือเกิน แต่วันนี้กลับมาเพราะใจมันเรียกร้องให้เขียนเหลือเกิน เพราะเป็นข่าวหน้าหนึ่งทั้งนสพ.ปกติและนสพ.บันเทิงกับประเด็นดาราสาวเลี่ยงภาษีโดยให้ใครก็ไม่รู้มารับเช็คแล้วใช้ชื่อแทน ซึ่งจริงเท็จยังไงผมไม่อาจจะไปก้าวก่ายมาก เพราะถือเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล ใครจ่ายจริงก็ช่วยชาติ ใครเลี่ยงภาษีก็อย่าบอกว่ารักประเทศเลย แต่ประเด็นที่จะพูดถึงก็คือ "ไม่เลี่ยง แต่จ่ายน้อยลงได้มั้ย" ซึ่งจะให้เขียนทีเดียวหมดก็คงไม่ไหว ผมก็ขอแตกประเด็นเป็นหลายๆประเด็นดังนี้นะครับ
1) โครงสร้างภาษีบุคคลธรรมดา (Personal Income Tax) ประกอบด้วยอะไรยังไงบ้าง
2) ทำอย่างไรจะเสียภาษีลดลง มีวิธีไหนบ้าง
สำหรับภาคนี้ก็ขอเริ่ม introduce เรื่องภาษีบุคคลธรรมดาของสยามประเทศเรากันเลยนะครับ

ภาษีบุคคลธรรมดา
ภาษีบุคคลธรรมดา เป็นภาษีที่ให้บุคคลทั่วไปที่มีรายได้จะต้องจ่ายภาษีให้กับรัฐเพื่อนำไปพัฒนาประเทศ โดยผู้ที่ประกอบอาชีพในหลากหลายสาขาก็จะต้องเสียภาษี ซึ่งแต่ละสาขาจะมีการคิดภาษีแตกต่างกันไป
โครงสร้างภาษีบุคคลธรรมดา
การที่เราจะรู้ว่าเราสามารถจ่ายภาษีลดลงตรงไหนบ้างนั้น เราจำเป็นต้องรู้จักโครงสร้างของภาษีบุคคลธรรมดาเสียก่อน เพื่อ "รู้เขา รู้เรา" ทำให้เราสามารถรู้ช่องทางในการลดหย่อนภาษีได้ โดยที่โครงสร้างของภาษีบุคคลธรรมดาของไทยแลนด์นั้นประกอบด้วยส่วนต่างๆคือ

1. รายได้พีงประเมิน ตามอาชีพต่างๆ >>> ภาค 1
2. ส่วนที่หัก "ค่าใช้จ่าย" (ตามแต่ละสาขาอาชีพ) >>> ภาค 1
3. ส่วนลดหย่อน >>> ภาค 2
4. ส่วนหัก "เงินบริจาค" >>> ภาค 2
5. เงินได้สุทธิ (เอาไปคำนวณภาษี) >>> ภาค 2
5. ส่วนต่างๆที่ต้องหัก เช่น หักเงินภาษีอสังหาริมทรัพย์ ภาษีรถยนต์ (อนาคต) >>> ภาค 3
6. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย, ภาษีส่วนเกิน >>> ภาค 3

รายได้พึงประเมิน
รายได้พึงประเมิน ถ้าพูดเป็นภาษาไทยก็คือเงินที่เราได้มาจากการทำมาหากินน่ะล่ะ หลากหลายอาชีพรายได้ก็ไม่เท่ากัน ดังนั้นเขาจึงแบ่งรายได้พึงประเมินออกเป็น 8 ประเภท ได้แก่

ประเภทที่ 1 เงินที่ได้จากการจ้างงาน
- เงินเดือน เบี้ยเลี้ยง โบนัส
- เงินค่าเช่าบ้าน (สำหรับที่องค์กรหรือบริษัทให้)
- เงินที่นายจ้างออกให้ (แต่จริงๆเราออกเอง)
- เงิน ทรัพย์สินหรืออะไรก็ได้ที่ได้มาจากการจ้างงาน เช่น รถยนต์ บ้าน ที่บริษัทมอบให้
ประเภทที่ 2 เงินประจำตำแหน่ง
- เบี้ยประชุม
- รายได้อื่นๆที่ได้มาเพราะตำแหน่ง
ประเภทที่ 3 ค่ากู๊ดวิลล์ (ยากเลย..)
- เงินจากค่าลิขสิทธิ์รายปี
- เงินพินัยกรรมรายปี
ประเภทที่ 4 ดอกเบี้ย ปันผลจากการโอนหุ้น
- ดอกเบี้ยจากพันธะบัตร หุ้นกู้
- เงินปันผล ผลกำไรจากกุ้น
- ผลประโยชน์จากการร่วมหุ้นบริษัท
*** สามารถหักภาษี ณ ที่จ่ายได้
ประเภทที่ 5 เงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน
ประเภทที่ 6 เงินได้จากการวิชาชีพอิสระ
- ทนายความ หมอ วิศวกร สถาปัตย์ บัญชี
ประเภทที่ 7 เงินได้จากการรับเหมา
ประเภทที่ 8 เงินได้จากการทำธุรกิจ อุตสาหกรรม เกษตรกรรม ขนส่ง อสังหาริมทรัพย์

รายการหักจากรายได้พึงประเมิน
ประเภทที่ 1 เงินที่ได้จากการจ้างงาน
ประเภทที่ 2 เงินประจำตำแหน่ง
ทั้งสองประเภท จะมีรายการหักค่าใช้ตจ่ายคือ
1) เงินสะสมของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข.
2) ค่าใช้จ่ายของผู้เสียภาษี 40% ของรายได้พึงประเมินสองประเภทหักเงินสะสมต่างๆ แต่ไม่เกิน 60,000 บาท
3) ค่าใช้จ่ายของคู่สมรส (กรณีจ่ายร่วมกัน)

ประเภทที่ 3 ค่ากู๊ดวิลล์ (ยากเลย..)
- ค่าลิขสิทธิ์ของผู้เสียภาษีและคู่สมรสหัก 40%ของรายได้แต่ไม่เกิน 60,000 บาท

ประเภทที่ 5 เงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน
- โรงเรือน สิ่งปลูกสร้าง หักค่าใช้จ่าย 30% ของเงินได้หรือตามจริง (ถ้ามีเอกสารแนบ)

ประเภทที่ 6 เงินได้จากการวิชาชีพอิสระ
- หักค่าใช้จ่าย 60% ของรายได้หรือตามจริง

ประเภทที่ 7 เงินได้จากการรับเหมา
- หักค่าใช้จ่าย 70% ของรายได้หรือตามจริง

ประเภทที่ 8 เงินได้จากการทำธุรกิจ อุตสาหกรรม เกษตรกรรม ขนส่ง อสังหาริมทรัพย์

หลังจากที่เราได้คำนวณรายได้พึงประเมินรวม ทั้ง 8 ประเภทพร้อมหักค่าใช้จ่ายออกไปแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการนำไปหักค่าลดหย่อน ซึ่งติดตามต่อไปในภาคที่ 2 นะครับ

วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2555

NEW TV ERA: เปิดยุคทองทีวีดาวเทียม สงครามแย่งชิงมวลชน

              สวัสดีชาว SMEfriend กันในช่วงเดือนสิงหาคม (เดือนที่มีวันหยุดเยอะมากๆ) หายหน้าหายตาไปนาน เนื่องจากว่างานประจำนั้นรัดตัวเหลือเกิน แต่ก็ยังมีไฟในการเขียนบทความเรื่องราวดีๆเพื่อแบ่งปันสาระความรู้ที่คุณอาจจะมองข้ามไปในเรื่องธุรกิจ หวังว่าหลายๆคนจะติดตามกันไปเรื่อยๆ อ่อ!!! ลืมบอกไป ตอนนี้ผมจะให้ความสำคัญกับแฟนเพจ facebook.com/beSMEfriend มากขึ้นๆ เพราะเป็นช่องทางที่สะดวกในการแชร์ความรู้ด้านธุรกิจ โดยในทุกๆวันผมจะพยายามหาข้อมูลใหม่ๆที่เป็นประโยชน์มานำเสนอกันตลอดทั้งวัน 24 ชม. 
              กลับมาเข้าเรื่องเนื้อหาหลักๆของเราดีกว่า เรื่องของทีวีดาวเทียมนี้เป็นเรื่องที่ผมอยากเขียนมานานแล้วตั้งแต่มียุคทีวีจอดำในช่วงยูโรเมื่อเดือนกรกฎาคม 2555 ที่ผ่านมา แต่ก็คิดว่ามันก็แค่เรื่องขัดแย้งทางธุรกิจ แต่วันนี้ผมได้อ่านข่าวว่าทรูวิชั่นเปิด “ทรูทีวี” ผนึกกับ “PSI” เปิดกล่องรับสัญญาณใหม่เพิ่มช่องทรูวิชั่นเจ๋งทั้งช่องภาพยนต์ดังๆ รวมทั้งเอาใจคอฟุตบอลพรีเมียร์ลีกไทยและอังกฤษได้ดูกันฟรีๆ (บางคู่) โดยประเด็นที่โดนใจเต็มๆเลยคือการบังคับ “PSI” ตัดช่องของ GMM Grammy ทั้งหมดออกไป นั่นล่ะคือประเด็นที่ผมนั้นจะต้องเขียนถึงให้ได้

ขอบคุณภาพจาก http://static.ddmcdn.com/

จานดาวเทียมสมัยก่อนจนถึงก่อนยุคสงคราม
               พูดถึงจานดาวเทียมสมัยก่อนนั้นเป็นยุคของคนรวยเขาจะมีกัน เพราะแต่ก่อนราคาจะแพงมาก ติดตั้งทีเกือบหมื่นบาท มีอยู่ไม่กี่เจ้า เช่น SAMART, DYNASAT UBC (TrueVision) ต่อมาก็มี PSI IPM และ DTV โดยมีทั้งระบบจ่ายเงินทีเดียวและจ่ายรายเดือน โดยคนส่วนใหญ่ก็จะนิยมซื้อติดและจ่ายเงินทีเดียว จะยกเว้นก็ในสังคมเมืองนั่นล่ะที่จะยอมเสียรายเดือนของ TrueVision ที่ไต่ราคาจากหลักร้อยจนปัจจุบันมีราคาถึงสองพันกว่าบาทขึ้นอยู่กับช่องที่เปิดบริการ ธุรกิจจานดาวเทียมก็ดำเนินกิจการมาเรื่อยๆไม่ได้หวือหวาอะไรเพราะด้ววยราคาที่แสนแพง ทั้งๆที่ก็มีหลายเจ้ายอมดร็อปราคาลงมา เช่น ทรูวิชั่นยอมให้จานฟรีกับลูกค้าทรูมูฟเพื่อแลกจำนวนลูกค้ามือถือให้มากขึ้น วงการจานดาวเทียมก็กลับมาบูมอีกครั้งเมื่อถูกคู่แข่งที่ไม่คิดว่าจะมีอย่าง “เคเบิลท้องถิ่น”เข้ามาแทนที่ เคเบิลท้องถิ่นเข้ามาแชร์รายได้ของจานดาวเทียมอย่างเห็นได้ชัด เพราะราคาติดตั้งถูก รายเดือนก็ถูก ทำเอาเหล่าจานหลากสีต้องปรับกลยุทธ์สู้ทั้งลดราคาจานและกล่องรับฯ เพิ่มช่องทีวีให้มากขึ้น บางบริษัท (SAMART)ต้องตั้งโรงเรียนสอนเกี่ยวกับระบบดาวเทียมและเน็ทเวิร์ค หรือแม้กระทั่งไล่ฟ้องร้องลิขสิทธิ์เหล่าเคเบิลท้องถิ่น จนทำให้เคเบิลก็เป๋เหมือนกัน สุดท้ายก็ต้องตั้งสมาคมมาปกป้องคนเคเบิลด้วยกันเอง จนกระทั่งราคาของจานนั้นถูกมาก (คาดว่าเริ่มนำเข้าจากจีนมามากขึ้น)


ขอบคุณภาพจาก http://www.mynke.com/

ปัจจุบัน น่านฟ้าสีแดง
                   ที่บอกว่าน่านฟ้าสีแดงนั้นก็ฟ้องมาจากทฤษฎีน่านน้ำสีแดงที่ทั้งปลาใหญ่ปลาน้อยไล่กินกันสนุกสนาน กลุ่มธุรกิจทั้งค่ายมือถืออย่าง AIS ในนามของ DTV หรือธุรกิจบันเทิงอย่างจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ (GMM Z)และอาร์เอส (SUNBOX) นั้นเริ่มมีช่องดาวเทียมเป็นของตนจากแต่ก่อนก็แค่มีแต่ช่อง ปัจจุบันมีกล่องขายกันอย่างสนุกสนาน เราเข้าไปร้านสะดวกซื้อเงยหน้าขึ้นมาก็เจอกล่องรับสัญญาณกันให้พรึ่บ ปรากฏการณ์นี้นั้นเป็นผลของการตั้งกสทช.ขึ้นมาควบคุมกิจการโทรทัศน์และโทรคมนาคม ซึ่งจะต้องมีกฎระเบียบเข้ามาควบคุม ซึ่งทำให้ค่ายใหญ่รีบเอาตัวเข้ามาก่อนที่กฎนั้นจะมีขึ้น การแข่งขันของทีวีดาวเทียมนั้นอาจจะแบ่งเป็นสองพวก คือ

1) ประเภทขายจานพร้อมกล่องสัญญาณ พวกนี้จะแข่งขันกันมานานแล้ว แต่ไม่มีอะไรแตกต่างกันมาก เพราะระบบของดาวเทียมก็มีเหมือนกันทั้งแบบ KU-Band C-Band หรือ NSS6 ช่องทีวีก็จะไม่แตกต่างกันมาก ราคาก็ใกล้เคียงกัน แล้วแต่การตลาดและโปรโมชั่นของร้านตัวแทนไหนจะโดนกว่ากัน

ขอบคุณภาพจาก http://www.forwardsat.com/

2) ประเภทขายกล่องรับสัญญาณอย่างเดียว คือลูกค้าสามารถไปซื้อจานยี่ห้อไหนก็ได้เพีงแต่ไปซื้อกล่องมาติดตั้งเองก็ดูได้แล้ว อันนี้ล่ะที่กำลังฟาดฟันกันอย่างสนุกสนาน เพราะต่างคนต่างผลิตช่องทีวีออกมาเรียกลูกค้า GMM Z ก็จะเน้นช่องของแกรมมี่ที่มีทั้งเพลงและภาพยนต์รวมถึงฟุตบอลโลกที่ผ่านมาและจะมีช่องฟุตบอลบุนเดส ลีกาของเยอรมันด้วย ในส่วนของ SUMBOX นั้นก็จะเน้นช่องเพลงของค่ายอาร์เอสและบวกช่องละคร “8” ที่ลงทุนผลิตละครป้อนทีวีดาวเทียมอย่างเดียว โดยขนดาราและนักร้องของค่ายมากันแน่น ส่วน”TrueTV” นั้นอาจจะเปิดตัวช้า (สงสัยคิดว่าปัจจุบันตัวเองก็มี TrueVison ทั้งจานและเคเบิลอยู่แล้ว) แต่ก็อดใจอยากโดดลงมาเล่นด้วยโดยอาศัย Content หรือเนื้อหาขอตนที่มีอยู่แล้วเอามาฟาดฟัน ในส่วนกลยุทธ์การแข่งขันนั้นก็เริ่มต้นด้วยการขายพ่วง (GMM Z ขายพ่วงไปกับทีวีช่วงยูโร) ต่อมาก็ใช้กลยุทธ์ Synergy ที่ TrueTVกับPSI กำลังกระหน่าใส่ GMM Z ณ ขณะนี้


ขอบคุณภาพจาก http://www.siamsport.co.th/

อนาคตลูกค้าตาดำๆ
ตราบใดที่ยังไม่มีระเบียบข้อบังคับจากกสทช.ออกมา เหล่ากล่องและจานหลากหลายยี่ห้อนี้ก็จะต่อสู่นัวเนียเพื่อแย่งฐานลูกค้ามาเป็นของตน โดยเอา Content มาหลอกล่อตามสูตรทุนนิยม แต่ก็ไม่รู้ว่าจะดีหรือทำให้ลูกค้าเดือดร้อน เพราะอีกหน่อยจะทำให้อีกหน่อยเราจะได้เห็นหลายๆบ้านมีกล่อง 4-5 กล่องสำหรับทีวีเครื่องเดียวก็เป็นได้

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
- จานดาวเทียมระบบ KU-Band จะเป็นจานเล็กๆหลากสีสัน ส่วนจานแบบ C-Band จะเป็นตะแกรงสีดำใหญ่

- จำนวนช่องนั้นแล้วแต่ผู้ให้บริการกำหนด จริงๆแล้วสามารถรับชมช่องต่างๆได้เป็นพันๆช่อง

สำหรับอนาคตทีวีดาวเทียวจะเป็นยัง ผมสัญญาว่าถ้ามีอะไรเปลี่ยนแปลงจะรีบมาเล่าให้ฟังอย่าแน่นอน...
ขอขอบคุณที่ติดตาม

วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Check-In (Check-In Strategy): สร้างโอกาสของธุรกิจด้วย Facebook

กลยุทธ์ Check-In (Check-In Strategy)
สร้างโอกาสของธุรกิจด้วยเครื่องมือง่ายๆใน Facebook


กลับมาอีกครั้งกับบทความที่ทาง SMEfriend บรรจงคัดสรรเนื้อหามาเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ อาจจะห่างหายไปนานบ้างกับบทความเพราะต้องบอกตรงๆเลยว่างานประจำนั้นรัดตัวมาก กลับมาก็เขียนได้นิดหน่อยก็ต้องไหลลงไปนอนทุกที แต่ยังไงก็ต้องมาตามหน้าที่ และวันนี้ผมของนำเสนอบทความที่แต่งจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้เห็นได้เจอมาเลยก็ว่าได้ บวกกับเห็นช่องทางแล้วจึงอยากนำมาบอกเล่าสำหรับชาว SMEfriend

“คุณรู้จัก Facebook ไหม?” มันคงเป็นคำถามไม่น่าจะถามสำหรับยุคสมัยนี้ไปแล้ว “คุณรู้จักการใช้ Facebook ดีขนาดไหน” คำถามนี้หลายๆคนคงเริ่มทำหน้างง “คุณใช้ feature ใน facebook สร้างประโยชน์ให้กับธุรกิจคุณได้ดีขนาดไหน” อันนี้คงทำให้หลายๆคนหยุดคิดไปนาน ใช่แล้วครับวันนี้ผมจะขอนำเสนอกลยุทธ์การใช้สิ่งที่มีอยู่ใน Facebook (เครื่องมือสื่อสารการตลาดที่นิยมมากที่สุดในขณะนี้) ซึ่งก็คือ feature ที่หลายคนใช้กันคือการ Check-In การเช็คอินของการใช้เฟซบุ๊คนิยมใช้กันมากขึ้นมาก ดังนั้นเรามาดูว่ามันช่วยสร้างโอกาสให้กับธุรกิจเราได้อย่างไรบ้าง

รู้จัก Check-In
Check-In เป็น feature หนึ่งของเฟซบุ๊คที่ทุกคนมีใช้กัน โดยหากเราต้องการอัพสถานะของเราผ่านเฟซบุ๊คนั้นก็จะมีทั้งการโพสต์ข้อความ รูปภาพ กับใครและที่ไหน ซึ่งเราสามารถแชร์เรื่องราวต่างๆให้เพื่อนๆของเราหรือคนทั่วไปรู้ว่าเรา “ทำอะไร” “ที่ไหน” “กับใคร” และมีหลักฐานยืนยันด้วย เพียงแค่คลิกเลือก Check-In แล้วเลือกสถานที่ที่เราอยู่หรือสถานที่ใกล้เคียงเท่านั้นเอง

ที่มาของกลยุทธ์ Check-In
กลยุทธ์นี้ผมคิดได้ตอนได้ไปนั่งกิอาหารอีสานแห่งหนึ่งแถวริมเขื่อนลำตะคลอง ปากช่อง โคราชโน่น โดยร้านที่ไปนี่ต้องบอกก่อนเลยว่าไปแบบสุ่มๆเพราะไม่รู้จริงๆว่าแถวนั้นร้านไหนอาหารอร่อย ก็เลยเปิดพวกเว็บรีวิวดู พอมาถึงร้านก็ประทับใจบรรยากาศและอาหาร (อร่อยโอเคเลยล่ะ) และพอใกล้จะกลับก็คิดว่าร้านอาหารตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างจังหวัดนั้นมีข้อจำกัดคือการโปรโมทร้านเพราะช่องทางให้นักท่องเที่ยวรู้จักได้ทั้งประเทศนั้นยากมาก ยิ่งร้านเล็กๆแต่อร่อยยิ่งจะเสียเปรียบร้านใหญ่ที่ใครมักจะคิดว่าดีแต่จริงๆแล้วอาจไม่ก็ได้ แต่จะได้เปรียบเพราะเขา PR ได้ดีกว่า บวกกับตัวเองเป็นคนที่ใช้สมาร์ทโฟนแชร์พวกสถานที่ท่องเที่ยว หรือร้านอาหารอร่อยๆอยู่แล้วจึงนึกว่า หากเราใช้สิ่งที่มีอยู่ใน Facebook มาช่วยดันธุรกิจที่มีอยู่ก็จะดีไม่น้อย เลยคิดถึงเรื่องการ Check-In (ส่วนตัวไม่ชอบ Check-In) ที่สามารถบอกคนทั้งโลกได้ว่าเราอยู่ไหน โดยไม่ต้องเสียสตางค์สักกะติ๊ดในการป่าวประกาศออกไป

แล้วทำอย่างไรถึงจะได้ผลล่ะ

ผมลองทำแผนผังของการทำโปรโมชั่นโดยใช้การเช็คอินแบบง่ายๆ เพื่อให้ท่านผู้อ่านลองนำไปประยุกต์ดูกับธุรกิจของตนเองนะครับ ก็ลองอ่านจากชาร์ทรูปด้านล่างนี้นะครับ


Owner Preparation
เป็นขั้นตอนการเตรียมความพร้อมของเจ้าของธุรกิจที่ต้องเตรียมตัวก่อนการใช้โปรโมชั่น
ข้อ 1) การสร้างแฟจเพจเพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าไปกด Like และเช็คอินสถานที่ตั้งของร้าน
ข้อ 2) เตรียมความพร้อมของพนักงานในร้านให้ได้รับรู้ว่าเราทำอะไร และลูกค้าต้องทำอะไร รวมถึงการเปิดให้ลูกค้าได้เข้าถึงอินเตอร์เน็ต คือการติดบริการฟรี WiFi
ข้อ 3) ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่เป็นตัวทีเด็ด เพื่อให้ลูกค้าได้นำเอาไปเป็น Talk of the Town
ข้อ 4) สร้างจุดเด่นของสถานที่สำหรับลองรับลูกค้าที่ชอบถ่ายรูปเพื่อแชร์บอกต่อในเครือข่ายเพื่อนๆ

Owner Strategies
เป็นขั้นตอนการการเตรียมโปรโมชั่นรองรับกลยุทธ์ เนื่องจากเราเน้นการใช้ปุ่ม "Check-In" ดังนั้นเราต้องเข้าใจการใช้ของมันด้วยว่าปัจจุบันนั้นผู้บริโภคเขาใช้เฟซบุ๊คกันอย่างไร
1) พฤติกรรม Check-In อย่างเดียว
2) พฤติกรรม Photo Sharing อย่างเดียว
3) พฤติกรรม Check-In และ Photo Sharing พร้อมๆกัน

กลยุทธ์การ Check-In นี้จริงๆแล้วต้นทุนการทำนั้นไม่มากเลย แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับมาคือการสื่อสารข้อมูลทางการตลาดของเราออกไปให้คนทั้งโลกทั้งประเทศได้รับรู้ ลองคิดดูง่ายๆว่าลูกค้า 1 คนมีเพื่อนเฉลี่ยอยู่ 130 คน แล้วหนึ่งวันมีลูกค้าเข้ามากี่คนก็คูณจำนวนกลุ่มเป้าหมายของเราไปได้เลย รับรองภายในไม่กี่สัปดาห์ธุรกิจของคุณก็จะมีคนรู้จักเพิ่มมากขึ้นเป็นหลักพันหักหมื่นแน่ๆ

วันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Instagram Marketing: แอบสร้างแบรนด์ด้วยแอพสุดฮอต

เมื่อ 2-3 ปีที่แล้วถ้าถามคนใช้สมาร์ทโฟนทั่วไปว่า "รู้จัก Instagram หรือเปล่า?" ผมก็บอกได้เลยว่าน้อยมาก แต่ปัจจุบัน Instagram กลายเป็นแอพพลิเคชั่นถ่ายและแชร์รูปสุดฮิตของประเทศสยามเราไปแล้ว โดยในตอนแรกนั้นมีเล่นกันในหมู่ของดาราและเซเลบ จนตอนหลังนี้คนธรรมดาก็หันมาเล่นมากขึ้นจนทุกวันนี้มันก้าวข้ามมากกว่าแอพถ่ายรูปไปสู่รูปแบบของการสื่อสารการตลาดบนโลกออนไลน์แล้ว


ภาพจาก: http://www.noobpreneur.com


แนะนำที่มาและที่ไป (สั้นๆ)
Instagram เป็นแอพพลิเคชั่นถ่ายภาพและสามารถแชร์ภาพผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ได้ทั้งเฟซบุ๊คและทวิตเตอร์ได้พร้อมกัน ถือกำเนิดมา 4-5 ปีแล้ว ในตอนแรกนั้นเป็นแอพที่อยู่บนระบบปฏิบัติการ iOS ของสมาร์ทโฟนอย่าง iPhone4 เป็นหลักจนปัจจุบันั้นขยายขอบเขตไปยังมือถือระบบ Android เรียบร้อยแล้วทำให้สังคมของ Instagram นั้นกว้างขวางไม่จำกัดขอบเขตอีกต่อไป และที่สำคัญคือตอนนี้ได้ถูก Facebook ซื้อกิจการไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ภาพจาก: http://www.919marketing.com
วิธีการใช้ก็แสนง่ายเพียงหยิบสมาร์ทโฟนของคุณขึ้นมาเปิดโปรแกรมถ่ายหรือเลือกภาพจากมือถือของคุณเอง ต่อมาก็เลือก Filter ของ effect ว่าต้องการเลือกภาพแนวไหน มีทั้ง Lomo, Vintage หรือจะแบบขาวดำก็มีให้เลือกกว่า 20 แบบ จากนั้นก็สามารถพิมพ์ข้อความที่ต้องการสื่อสาร และสามารถเลือกแชร์ผ่าน Instagram อย่างเดียวหรือจะผ่านทั้ง Facebook และ Twitter ก็ได้ (แต่ต้องมี Account ของทั้งสองอันนะครับ) จากนั้นรูปของคุณก็จะขึ้นแชร์สู่สาธารณชนทั้งโลก และเพื่อนของคุณก็สมารถมองเห็นได้เช่นกัน อ่อ ลืมบอกไปว่าเราสามารถ tag ข้อความที่เกี่ยวกับรูปที่เราถ่ายได้ (เหมือน twitter) โดยใส่เครื่องหมาย # และตามด้วยข้อความภาษาอังกฤษ (ไทยก็ได้แต่ไม่เห็นเวลา search นะครับ)


สร้างแบรนด์ผ่าน Instagram
ภาพจาก: http://cdn2.business2community.com
จริงแล้วเรื่องนี้มีมานานแล้วนะครับ ดาราหลายๆคนก็ใช้ Instagram นี้โปรโมตละคร เพลง ภาพยนต์ สินค้าที่ตนเป็นพรีเซนเตอร์ แบรนด์ของตนเอง ฯลฯ ดังนั้นในฐานะที่เราเป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือ SME เราก็ต้องหัดใช้สื่อที่ตอนนี้ได้รับความนิยม โดยเฉพาะธุรกิจประเภทบริการที่เน้นการนำเสนอผลิตภัฑณ์ผ่านภาพถ่ายเพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงได้ แต่ก่อนเราจะเริ่ม เรามารู้ว่า Instagram จะช่วยเราได้อย่างไรก่อน




1. Instagram สามารถสร้างเครือข่ายลูกค้าของเราผ่านทางข้อมูลผู้ติดต่อ หรือ Contact ที่อยู่ในมือถือของเรา ผ่านทางเพื่อนในเฟซบุ๊คและทวิตเตอร์ เราลองกดเสิร์ชในหน้า Profile ของเราเอง ถ้าเพื่อนของเราในช่องทางใดช่องทางหนึ่งเล่น Instagram เราก็สามารถเพิ่มเขาเป็นเพื่อนได้ทันที ดังนั้นภาพที่เราถ่ายและแชร์ไปก็จะไปโชว์ในหน้า New Feed ของเพื่อนๆของเราได้ แค่นี้เครือข่ายของเราก็พิ่มขึ้นจากเดิมแล้ว
2. Instagram สามารถให้ผู้อื่นๆเสิร์ชหารูปต่างๆผ่าน tag หรือ #XXX ที่เราแนบไปด้วย เช่น หากลูกค้าชาวแคนาดาเล่น Instagram และเสิร์ชหา tag ว่า #thaifood ภาพและ Username ของผู้ที่แนบ tag ว่า #thaifood ก็จะแสดงออกมา แค่นี้มันก็ทำให้เราเข้าถึงลูกค้ารายอื่นๆได้ง่ายขึ้น ตามภาพด้านบนเลย


แค่นี้สินค้า ผลิตภัณฑ์หรืองานบริการของคุณก็จะไปอวดสายตาคนทั้งโลกได้ง่ายๆโดยแค่ปลายนิ้ว


จริงแล้ว Instagram นั้นเป็นแอพที่เหมาะกับการสร้างแบรนด์ของธุรกิจบริการจริงๆ เช่น ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านเบเกอรี่ รีสอร์ท โรงแรม ห้องพัก ห้องเช่า หอพัก ฯลฯ ที่บางครั้งลูกค้าต้องการข้อมูลคร่าวๆ เช่น ภาพถ่ายมาประกอบการตัดสินใจ เหมาะมากกับธุรกิจขนาดเล็กๆที่ต้องการขยายฐานลูกค้าเดิมออกไป เป็นการสื่อสารทางการตลาดอีกวิธีที่ไม่ต้องลงทุนอะไรเลย ของอย่างนี้ก็ปากต่อปากล่ะครับ
ส่วนใครจะดังจะแป๊กนั้นก็ขึ้นอยู่กับคุณแล้วล่ะครับว่าของคุณนั้นดีจริงแค่ไหน ต่อให้ถ่ายภาพเก่งแต่ของไม่ดี ลูกค้าเขาก็มาครั้งเดียวและหายไปอย่างแน่นอน


ปล. Instagram เพิ่งจะหยุดทำงานไปวันเต็มๆกับเหตุกาณ์พายุถล่มทำเอา Server เสียหายแต่ตอนนี้ก็กลับมาได้แล้ว (01-07-55)


พบกันบทความดีมีประโยชน์ในครั้งหน้า สวัสดีครับ